บทความ

ออกแบบชั้นวางของอเนกประสงค์ภายในบ้าน สู่คลังสินค้ามืออาชีพ

How 3 tier shelving, 4 tier shelving, and 5 tier shelving differ in everyday use

Key takeaway:

เปลี่ยนผ่านจากพื้นที่จัดเก็บภายในบ้านหรือโฮมออฟฟิศ สู่คลังสินค้ามืออาชีพ ด้วยการเลือกชั้นวางของอเนกประสงค์ที่เหมาะสมกับปริมาณและน้ำหนักสินค้า โดยใช้หลักการ ABC Analysis และ FIFO มาช่วยบริหารจัดการสต๊อกให้ลื่นไหลและลดปัญหาต้นทุนจม พร้อมรองรับการขยายตัวของธุรกิจ และอัปเกรดสู่ระบบชั้นวางของอุตสาหกรรมที่เน้นโครงสร้างความปลอดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่แนวตั้ง และรองรับการนำเทคโนโลยีบริหารจัดการคลังสินค้ามาใช้ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ชั้นวางของอเนกประสงค์ อาจดูเป็นเรื่องเล็กในบ้านหรือออฟฟิศ แต่เมื่อของเพิ่ม งานขยาย และสต๊อกเริ่มจะกลายเป็น “ระบบ” การจัดวางสินค้าแบบไร้ทิศทางจะสร้างต้นทุนแฝงทันที บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องการออกแบบชั้นวางจากคลังสินค้าภายในบ้านหรือโฮมออฟฟิศ เพื่อยกระดับสู่การปรับให้เป็นชั้นวางอุตสาหกรรมที่เหมาะสม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น ไปจนถึง 5 ชั้น เพื่อให้ทุกพื้นที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

คิดให้เป็นระบบตั้งแต่ในบ้าน คือรากฐานของคลังสินค้าที่ดี

การจัดเก็บสินค้าในบ้านที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เริ่มต้นที่ขนาดของพื้นที่ แต่เริ่มต้นที่ "กระบวนการคิด" หลายครั้งที่เราเลือกซื้อชั้นวางของอเนกประสงค์มาเพียงเพราะเห็นว่าราคาถูกหรือดีไซน์สวย แต่กลับพบว่าเมื่อใช้งานจริง พื้นที่เหล่านั้นกลับสร้างความวุ่นวายมากกว่าเดิม

ทำไมการจัดระเบียบแบบสุ่ม ถึงพังเมื่อปริมาณของเพิ่ม ?

เมื่อเราวางของตามความสะดวกโดยไม่มีการกำหนด "ที่อยู่ประจำ" (Fixed Location) สิ่งที่จะตามมาคือเวลาที่เสียไปกับการหาของ การสูญหายของสต๊อก และความเหนื่อยล้าจากการขยับของเพื่อเข้าถึงสิ่งที่อยู่ด้านในสุด ในระดับคลังสินค้าธุรกิจสิ่งนี้คือ น้ำหนักส่วนเกินที่เป็นภาระ (Dead Weight) ซึ่งฉุดรั้งกำไรของคุณผ่านการใช้พื้นที่อย่างสูญเปล่า แรงงานที่ต้องทำงานซ้ำซ้อนเพื่อย้ายของที่ขวางทาง และความล่าช้าในกระบวนการหยิบสินค้าที่สะสมจนกลายเป็นต้นทุนแฝงมหาศาล

แนวคิดเดียวกับที่โรงงานใช้ ถูกย่อส่วนมาอยู่ในบ้านได้

โรงงานและคลังสินค้าชั้นนำใช้หลักการ FIFO (First-In, First-Out) เพื่อควบคุมการหมุนเวียนสินค้าให้เป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ป้องกันสินค้าเก่าตกค้างหรือเสื่อมสภาพ และใช้การวิเคราะห์ ABC (ABC Analysis) เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการจัดวางตามมูลค่าและการใช้งานจริง ดังนี้

  • กลุ่ม A (สำคัญมาก) : ของที่ใช้บ่อยหรือมีราคาสูง ควรวางในระดับสายตาบนชั้นวางของอเนกประสงค์ เพื่อให้หยิบง่ายและตรวจสอบสต๊อกได้เร็ว
  • กลุ่ม B (ปานกลาง ): ของที่ใช้งานเป็นครั้งคราว วางไว้ในชั้นที่ต่ำลงมาหรือสูงขึ้นไปเล็กน้อย
  • กลุ่ม C (ปริมาณมากแต่มูลค่าต่ำ) : เช่น อะไหล่สำรองหรือวัสดุสิ้นเปลือง สามารถวางไว้ชั้นบนสุดหรือล่างสุดเพื่อประหยัดพื้นที่ส่วนกลาง

การนำตรรกะนี้มาใช้ในบ้านหรือออฟฟิศ จะช่วยให้คุณไม่ต้องรื้อค้นของทุกอย่างเมื่อต้องการใช้งานเพียงชิ้นเดียว นับเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการพื้นที่อย่างมืออาชีพ ทั้งยังช่วยให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่

ชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น – 5 ชั้น ใช้ต่างกันอย่างไร ?

การเลือกจำนวนชั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของความสูง แต่คือเรื่องของโครงสร้าง และน้ำหนักที่ต้องบรรทุก ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยและการทำงาน

“ชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น” เหมาะกับพื้นที่แคบ งานเบา เคลื่อนย้ายบ่อย

ชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น คือคำตอบสำหรับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านความสูง หรือต้องการพื้นที่ด้านบนชั้นวางเพื่อวางของชิ้นใหญ่พิเศษ มักใช้ในงานจัดเตรียมสินค้า (Packing Station) หรือเก็บอุปกรณ์ที่ต้องหยิบฉวยตลอดเวลา เพราะมีความคล่องตัวสูงและไม่บดบังทัศนียภาพในห้อง

“ชั้นวางของอเนกประสงค์ 4 ชั้น” จุดสมดุลของความสูงและการหยิบใช้งาน

หากคุณต้องการความจุที่เพิ่มขึ้นแต่ยังกังวลเรื่องการเอื้อมหยิบ ชั้นวางของอเนกประสงค์ 4 ชั้น คือจุดกึ่งกลางที่สมบูรณ์แบบ ชั้นระดับที่ 2 และ 3 จะอยู่ในระยะที่ดีที่สุด ทำให้การทำงานต่อเนื่องยาวนานไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพผู้ใช้งาน

“ชั้นวางของอเนกประสงค์ 5 ชั้น” เมื่อของเริ่มเยอะและต้องการ Vertical Space

ในพื้นที่ที่ค่าเช่าแพงหรือพื้นที่ใช้สอยจำกัด การขยายพื้นที่ในแนวตั้งคือทางออก ชั้นวางของอเนกประสงค์ 5 ชั้น ช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากเพดานที่สูงได้มากขึ้น เหมาะสำหรับเก็บสต๊อกสินค้าที่มีน้ำหนักไม่มากนัก หรือใช้จัดหมวดหมู่เอกสารที่มีปริมาณมากได้อย่างเป็นระเบียบ

Tips: ก่อนซื้อชั้นวางของอเนกประสงค์ต้องพิจารณาความสามารถในการรับน้ำหนัก (Weight Capacity) ต่อชั้นเสมอ โดยรูปแบบการจัดเก็บ ควรเลือกจัดวางของที่หนักให้อยู่บนโครงสร้างที่มั่นคงและจำนวนชั้นที่ไม่สูงจนเกินไป เพื่อป้องกันจุดศูนย์ถ่วงเอียง ซึ่งเสี่ยงต่อการล้มคว่ำ

ไอเดียจัดระเบียบชั้นวางของอเนกประสงค์ให้คิดแบบมืออาชีพ

การมีชั้นวางที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ นอกจากนี้ยังต้องมี "วิธีการจัดการ" ไอเดียจัดระเบียบชั้นวางของอเนกประสงค์ที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • จัดโซนตามความถี่การใช้งาน ไม่ใช่ตามความสวยงาม : ของที่ใช้ทุกวันต้องอยู่ใกล้ตัวที่สุด ของที่ใช้ปีละครั้งควรอยู่ชั้นบนสุด
  • แยกหมวดหมู่ด้วยกล่อง ป้าย และสี : การใช้ Visual Management หรือการจัดการด้วยการมองเห็น จะช่วยลดเวลาในการฝึกพนักงานใหม่และลดความผิดพลาดในการหยิบสินค้า
  • ใช้หลักเดียวกับคลังสินค้า : ของหนักวางด้านล่าง ของเบาวางด้านบน และทางเดินต้องโล่ง เพื่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของโครงสร้างชั้นวาง
  • เมื่อระบบเริ่มแน่น นี่คือสัญญาณว่าควรอัปเกรด : อย่าฝืนวางของจนล้นชั้นวาง เพราะจะนำไปสู่อันตรายและความเสียหายในคลังสินค้าได้

จากชั้นวางอเนกประสงค์ สู่โครงสร้างระดับโกดัง

เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น การใช้เพียงชั้นวางของอเนกประสงค์อาจไม่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณสินค้าและการเคลื่อนย้ายที่รวดเร็ว นี่คือเช็กลิสต์และจุดเปลี่ยนสำคัญที่บอกว่าคุณควรขยับสู่ระบบจัดเก็บระดับอุตสาหกรรม

  • การจัดการการไหลเวียนสินค้า (Flow Management) : ในระดับคลังสินค้า เราไม่ได้แค่วางของทิ้งไว้ แต่ต้องคิดเรื่องการเคลื่อนที่ (Flow) ตั้งแต่จุดรับสินค้า (Receiving) ไปจนถึงจุดส่งออก (Dispatch) ชั้นวางอุตสาหกรรมจะถูกออกแบบมาให้สอดรับกับ Workflow นี้โดยเฉพาะ
  • ความแข็งแรงของโครงสร้าง (Structural Integrity) : มีความแตกต่างจากชั้นวางของอเนกประสงค์ 5 ชั้นทั่วไป ระบบชั้นวางอุตสาหกรรมจะใช้เหล็กขึ้นรูปที่มีความหนาพิเศษ (Hot-rolled หรือ Cold-rolled Steel) เพื่อรองรับแรงกระแทกจากรถยกและน้ำหนักบรรทุกที่อาจสูงถึง 1,000-3,000 กิโลกรัมต่อระดับชั้น
  • การบริหารพื้นที่ลูกบาศก์ (Cubic Space Utilization) : แทนที่จะวัดพื้นที่เป็นตารางเมตร ระบบโกดังจะมองพื้นที่เป็น "ลูกบาศก์เมตร" การเปลี่ยนมาใช้ชั้นวางของอุตสาหกรรมจะช่วยให้คุณใช้พื้นที่ความสูงของอาคารได้อย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายในการเช่าหรือขยายพื้นที่โกดังใหม่
  • มาตรฐานความปลอดภัย (Safety Standards) : ระบบจัดเก็บระดับมืออาชีพจะมาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมเพื่อความปลอดภัย เช่น กันชนเสา (Upright Protectors), ตาข่ายกันตก (Back Mesh) และการคำนวณการกระจายน้ำหนักตามหลักวิศวกรรม ซึ่งลดความเสี่ยงจากการพังทลายของชั้นวางได้ดีกว่าชั้นวางทั่วไป
  • การรองรับระบบติดตามดิจิทัล (Digital Tracking) : ชั้นวางระดับอุตสาหกรรมมักออกแบบให้มีตำแหน่งการติดบาร์โค้ดหรือ RFID ที่ชัดเจน สอดคล้องกับการใช้ระบบ WMS (Warehouse Management System) ทำให้การเช็กสต๊อกเป็นเรื่องง่ายและแม่นยำ 100%

Upgrading multipurpose shelving to warehouse-style stock storage

ออกแบบพื้นที่ให้ Up Scale ได้ ไม่ต้องรื้อใหม่ทุกครั้งที่ธุรกิจโต

การวางแผนผังของคลังสินค้าที่ดีไม่ใช่เพียงการวางชั้นวางให้เต็มพื้นที่ แต่คือการสร้างระบบที่ยืดหยุ่นพอจะรองรับการเติบโตในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องรื้อถอนโครงสร้างเดิมทิ้งทั้งหมด นี่คือแนวทางการออกแบบเพื่อให้ธุรกิจของคุณก้าวข้ามจากจุดที่ใช้เพียงชั้นวางของอเนกประสงค์ ไปสู่ระบบจัดเก็บแบบอัจฉริยะ

  • การออกแบบโครงสร้างแบบถอดประกอบ (Modular Design) : เพิ่ม SKU ได้ตั้งแต่ขั้นตอนเลือกซื้อชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น ไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม ควรเลือกใช้ระบบที่ปรับเปลี่ยนความสูงของแผ่นชั้นได้ (Adjustable Beams) การมีรูเจาะสำหรับปรับระดับที่ถี่และแม่นยำจะช่วยให้คุณบริหารพื้นที่แนวตั้งได้ตามขนาดสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตโดยไม่ต้องซื้อชั้นใหม่
  • การบริหารช่องทางเดิน (Aisle Management) : ระบบจัดเก็บที่รองรับการขยายขนาดธุรกิจในอนาคตได้ ต้องคำนวณระยะทางเดิน (Aisle Width) ให้สอดคล้องกับอุปกรณ์ที่จะใช้ในอนาคต หากวันนี้ใช้เพียงรถเข็น แต่ในอนาคตมีแผนจะใช้รถยก Forklift หรือ Reach Truck การวางแนวชั้นวางของอเนกประสงค์ 4 ชั้น ในวันนี้จะต้องสอดรับกับวงเลี้ยวของรถยกเหล่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารื้อผังการจัดวางใหม่เมื่อธุรกิจขยายตัว
  • การเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีจัดการคลังสินค้า (WMS Ready) : ระบบจัดเก็บที่ดีต้อง "ต่อยอดได้" ไม่ใช่แค่พอใช้สำหรับวันนี้ ชั้นวางควรมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการติดป้ายตำแหน่ง (Location Label) และการติดตั้งเซนเซอร์หรือระบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-automated Systems) ในอนาคต การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างชั้นวางไว้ก่อนจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่คลังสินค้าดิจิทัล ทำได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่า
  • การรองรับระบบชั้นวางหลายชั้น (Multi-tier Racking) : หากคุณใช้ชั้นวางของอเนกประสงค์ 5 ชั้น และพื้นที่ราบเริ่มเต็ม การออกแบบโครงสร้างที่สามารถต่อเติมเป็นชั้นลอย (Mezzanine Floor) หรือชั้นวางแบบหลายชั้น (Multi-tier Racking) จะช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บเป็น 2-3 เท่าในอาคารเดิม ซึ่งต้องเริ่มจากการเลือกใช้ชั้นวางของอุตสาหกรรมที่มีค่าพิกัดการรับน้ำหนักบรรทุก (Load Bearing) สูงตั้งแต่ต้น

เตรียมพร้อมขยายธุรกิจสู่ระดับอุตสาหกรรม ด้วยโซลูชันชั้นวางของจาก Tellus

เพราะทุกตารางเมตรในโกดังคือต้นทุน เมื่อธุรกิจของคุณเติบโตขึ้น การเลือกใช้ชั้นวางของอุตสาหกรรมที่รองรับการ Scale-up จึงเป็นหัวใจสำคัญ Tellus พร้อมช่วยคุณวางรากฐานคลังสินค้าอย่างมืออาชีพ

ไม่ว่าจะเป็นระบบ Selective Rack หรือชั้นวางที่ออกแบบได้ตามความต้องการ เราพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การันตีการใช้งานที่เน้นความทนทานและความลื่นไหลด้านการขยับขยายคลังสินค้า เพื่อให้การจัดสต๊อกไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป ปรึกษาเรื่องการวางระบบจัดเก็บกับทีมงาน Tellus ได้ที่ LINE: @679gdcxi หรือโทร 02-643-8044-8

แหล่งอ้างอิง:

  1. Inventory Control Methods: FIFO, LIFO, and ABC Analysis Explained. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2569 จาก https://mltechsoft.com/blog/inventory-control-methods-fifo-lifo-abc-analysis/ 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจัดระเบียบและเลือกใช้ชั้นวางของอเนกประสงค์ (FAQs)

Q: ไอเดียจัดระเบียบชั้นวางของอเนกประสงค์ให้หาของง่ายขึ้นทำอย่างไร ?

A: ใช้หลักการ ABC Analysis แบ่งกลุ่มสินค้าตามความถี่การใช้งาน โดยวางสินค้ากลุ่ม A ที่ใช้บ่อยไว้ในระดับสายตา สินค้ากลุ่ม B วางไว้ชั้นรองลงมา และกลุ่ม C วางชั้นบนสุดหรือล่างสุด ร่วมกับการติดฉลาก (Label) และใช้กล่องแยกหมวดหมู่ตามสี (Color Coding) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการค้นหา

Q: วิธีเลือกจำนวนชั้นระหว่าง ชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น – 5 ชั้น พิจารณาจากอะไร ?

A: พิจารณาจากความสูงของพื้นที่และน้ำหนักสินค้า หากพื้นที่แนวราบจำกัดและต้องการเพิ่มปริมาณสต๊อก ควรเลือกแบบ 5 ชั้นเพื่อเพิ่มพื้นที่แนวตั้ง แต่หากเน้นความคล่องตัวและการหยิบใช้งานที่สะดวกในระยะความสูงที่เหมาะสมต่อสรีระ (Ergonomic Zone) โดยไม่ต้องปีนป่าย ซึ่งชั้นวางของเนกประสงค์แบบ 3 ชั้นหรือ 4 ชั้นจะเหมาะสมกว่า

Q: ชั้นวางของอเนกประสงค์ ทั่วไปรับน้ำหนักได้สูงสุดเท่าใดและปลอดภัยแค่ไหน ?

A: ควรเผื่อพื้นที่สำหรับการขยายในอนาคตและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บ โดยทั่วไปแนะนำให้มีพื้นที่ยืดหยุ่นอย่างน้อย 10-20% ของพื้นที่ใช้งาน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ

Q: การวัดพื้นที่ผิดพลาดส่งผลกระทบอย่างไรต่อการใช้งานคลังสินค้า ?

A: อาจทำให้ชั้นวางติดตั้งไม่ได้ตามแผน ใช้พื้นที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ เกิดปัญหาด้านความปลอดภัย หรือจำเป็นต้องแก้ไขหน้างานซึ่งเพิ่มต้นทุนและทำให้การดำเนินงานล่าช้า

All search results