How 3 tier shelving, 4 tier shelving, and 5 tier shelving differ in everyday use

ออกแบบชั้นวางของอเนกประสงค์ภายในบ้าน สู่คลังสินค้ามืออาชีพ

How 3 tier shelving, 4 tier shelving, and 5 tier shelving differ in everyday use

Key takeaway:

เปลี่ยนผ่านจากพื้นที่จัดเก็บภายในบ้านหรือโฮมออฟฟิศ สู่คลังสินค้ามืออาชีพ ด้วยการเลือกชั้นวางของอเนกประสงค์ที่เหมาะสมกับปริมาณและน้ำหนักสินค้า โดยใช้หลักการ ABC Analysis และ FIFO มาช่วยบริหารจัดการสต๊อกให้ลื่นไหลและลดปัญหาต้นทุนจม พร้อมรองรับการขยายตัวของธุรกิจ และอัปเกรดสู่ระบบชั้นวางของอุตสาหกรรมที่เน้นโครงสร้างความปลอดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่แนวตั้ง และรองรับการนำเทคโนโลยีบริหารจัดการคลังสินค้ามาใช้ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ชั้นวางของอเนกประสงค์ อาจดูเป็นเรื่องเล็กในบ้านหรือออฟฟิศ แต่เมื่อของเพิ่ม งานขยาย และสต๊อกเริ่มจะกลายเป็น “ระบบ” การจัดวางสินค้าแบบไร้ทิศทางจะสร้างต้นทุนแฝงทันที บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องการออกแบบชั้นวางจากคลังสินค้าภายในบ้านหรือโฮมออฟฟิศ เพื่อยกระดับสู่การปรับให้เป็นชั้นวางอุตสาหกรรมที่เหมาะสม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น ไปจนถึง 5 ชั้น เพื่อให้ทุกพื้นที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

คิดให้เป็นระบบตั้งแต่ในบ้าน คือรากฐานของคลังสินค้าที่ดี

การจัดเก็บสินค้าในบ้านที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เริ่มต้นที่ขนาดของพื้นที่ แต่เริ่มต้นที่ "กระบวนการคิด" หลายครั้งที่เราเลือกซื้อชั้นวางของอเนกประสงค์มาเพียงเพราะเห็นว่าราคาถูกหรือดีไซน์สวย แต่กลับพบว่าเมื่อใช้งานจริง พื้นที่เหล่านั้นกลับสร้างความวุ่นวายมากกว่าเดิม

ทำไมการจัดระเบียบแบบสุ่ม ถึงพังเมื่อปริมาณของเพิ่ม ?

เมื่อเราวางของตามความสะดวกโดยไม่มีการกำหนด "ที่อยู่ประจำ" (Fixed Location) สิ่งที่จะตามมาคือเวลาที่เสียไปกับการหาของ การสูญหายของสต๊อก และความเหนื่อยล้าจากการขยับของเพื่อเข้าถึงสิ่งที่อยู่ด้านในสุด ในระดับคลังสินค้าธุรกิจสิ่งนี้คือ น้ำหนักส่วนเกินที่เป็นภาระ (Dead Weight) ซึ่งฉุดรั้งกำไรของคุณผ่านการใช้พื้นที่อย่างสูญเปล่า แรงงานที่ต้องทำงานซ้ำซ้อนเพื่อย้ายของที่ขวางทาง และความล่าช้าในกระบวนการหยิบสินค้าที่สะสมจนกลายเป็นต้นทุนแฝงมหาศาล

แนวคิดเดียวกับที่โรงงานใช้ ถูกย่อส่วนมาอยู่ในบ้านได้

โรงงานและคลังสินค้าชั้นนำใช้หลักการ FIFO (First-In, First-Out) เพื่อควบคุมการหมุนเวียนสินค้าให้เป็นไปตามลำดับก่อนหลัง ป้องกันสินค้าเก่าตกค้างหรือเสื่อมสภาพ และใช้การวิเคราะห์ ABC (ABC Analysis) เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการจัดวางตามมูลค่าและการใช้งานจริง ดังนี้

  • กลุ่ม A (สำคัญมาก) : ของที่ใช้บ่อยหรือมีราคาสูง ควรวางในระดับสายตาบนชั้นวางของอเนกประสงค์ เพื่อให้หยิบง่ายและตรวจสอบสต๊อกได้เร็ว
  • กลุ่ม B (ปานกลาง ): ของที่ใช้งานเป็นครั้งคราว วางไว้ในชั้นที่ต่ำลงมาหรือสูงขึ้นไปเล็กน้อย
  • กลุ่ม C (ปริมาณมากแต่มูลค่าต่ำ) : เช่น อะไหล่สำรองหรือวัสดุสิ้นเปลือง สามารถวางไว้ชั้นบนสุดหรือล่างสุดเพื่อประหยัดพื้นที่ส่วนกลาง

การนำตรรกะนี้มาใช้ในบ้านหรือออฟฟิศ จะช่วยให้คุณไม่ต้องรื้อค้นของทุกอย่างเมื่อต้องการใช้งานเพียงชิ้นเดียว นับเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการพื้นที่อย่างมืออาชีพ ทั้งยังช่วยให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่

ชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น – 5 ชั้น ใช้ต่างกันอย่างไร ?

การเลือกจำนวนชั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของความสูง แต่คือเรื่องของโครงสร้าง และน้ำหนักที่ต้องบรรทุก ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยและการทำงาน

“ชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น” เหมาะกับพื้นที่แคบ งานเบา เคลื่อนย้ายบ่อย

ชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น คือคำตอบสำหรับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านความสูง หรือต้องการพื้นที่ด้านบนชั้นวางเพื่อวางของชิ้นใหญ่พิเศษ มักใช้ในงานจัดเตรียมสินค้า (Packing Station) หรือเก็บอุปกรณ์ที่ต้องหยิบฉวยตลอดเวลา เพราะมีความคล่องตัวสูงและไม่บดบังทัศนียภาพในห้อง

“ชั้นวางของอเนกประสงค์ 4 ชั้น” จุดสมดุลของความสูงและการหยิบใช้งาน

หากคุณต้องการความจุที่เพิ่มขึ้นแต่ยังกังวลเรื่องการเอื้อมหยิบ ชั้นวางของอเนกประสงค์ 4 ชั้น คือจุดกึ่งกลางที่สมบูรณ์แบบ ชั้นระดับที่ 2 และ 3 จะอยู่ในระยะที่ดีที่สุด ทำให้การทำงานต่อเนื่องยาวนานไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพผู้ใช้งาน

“ชั้นวางของอเนกประสงค์ 5 ชั้น” เมื่อของเริ่มเยอะและต้องการ Vertical Space

ในพื้นที่ที่ค่าเช่าแพงหรือพื้นที่ใช้สอยจำกัด การขยายพื้นที่ในแนวตั้งคือทางออก ชั้นวางของอเนกประสงค์ 5 ชั้น ช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากเพดานที่สูงได้มากขึ้น เหมาะสำหรับเก็บสต๊อกสินค้าที่มีน้ำหนักไม่มากนัก หรือใช้จัดหมวดหมู่เอกสารที่มีปริมาณมากได้อย่างเป็นระเบียบ

Tips: ก่อนซื้อชั้นวางของอเนกประสงค์ต้องพิจารณาความสามารถในการรับน้ำหนัก (Weight Capacity) ต่อชั้นเสมอ โดยรูปแบบการจัดเก็บ ควรเลือกจัดวางของที่หนักให้อยู่บนโครงสร้างที่มั่นคงและจำนวนชั้นที่ไม่สูงจนเกินไป เพื่อป้องกันจุดศูนย์ถ่วงเอียง ซึ่งเสี่ยงต่อการล้มคว่ำ

ไอเดียจัดระเบียบชั้นวางของอเนกประสงค์ให้คิดแบบมืออาชีพ

การมีชั้นวางที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ นอกจากนี้ยังต้องมี "วิธีการจัดการ" ไอเดียจัดระเบียบชั้นวางของอเนกประสงค์ที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • จัดโซนตามความถี่การใช้งาน ไม่ใช่ตามความสวยงาม : ของที่ใช้ทุกวันต้องอยู่ใกล้ตัวที่สุด ของที่ใช้ปีละครั้งควรอยู่ชั้นบนสุด
  • แยกหมวดหมู่ด้วยกล่อง ป้าย และสี : การใช้ Visual Management หรือการจัดการด้วยการมองเห็น จะช่วยลดเวลาในการฝึกพนักงานใหม่และลดความผิดพลาดในการหยิบสินค้า
  • ใช้หลักเดียวกับคลังสินค้า : ของหนักวางด้านล่าง ของเบาวางด้านบน และทางเดินต้องโล่ง เพื่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของโครงสร้างชั้นวาง
  • เมื่อระบบเริ่มแน่น นี่คือสัญญาณว่าควรอัปเกรด : อย่าฝืนวางของจนล้นชั้นวาง เพราะจะนำไปสู่อันตรายและความเสียหายในคลังสินค้าได้

จากชั้นวางอเนกประสงค์ สู่โครงสร้างระดับโกดัง

เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น การใช้เพียงชั้นวางของอเนกประสงค์อาจไม่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณสินค้าและการเคลื่อนย้ายที่รวดเร็ว นี่คือเช็กลิสต์และจุดเปลี่ยนสำคัญที่บอกว่าคุณควรขยับสู่ระบบจัดเก็บระดับอุตสาหกรรม

  • การจัดการการไหลเวียนสินค้า (Flow Management) : ในระดับคลังสินค้า เราไม่ได้แค่วางของทิ้งไว้ แต่ต้องคิดเรื่องการเคลื่อนที่ (Flow) ตั้งแต่จุดรับสินค้า (Receiving) ไปจนถึงจุดส่งออก (Dispatch) ชั้นวางอุตสาหกรรมจะถูกออกแบบมาให้สอดรับกับ Workflow นี้โดยเฉพาะ
  • ความแข็งแรงของโครงสร้าง (Structural Integrity) : มีความแตกต่างจากชั้นวางของอเนกประสงค์ 5 ชั้นทั่วไป ระบบชั้นวางอุตสาหกรรมจะใช้เหล็กขึ้นรูปที่มีความหนาพิเศษ (Hot-rolled หรือ Cold-rolled Steel) เพื่อรองรับแรงกระแทกจากรถยกและน้ำหนักบรรทุกที่อาจสูงถึง 1,000-3,000 กิโลกรัมต่อระดับชั้น
  • การบริหารพื้นที่ลูกบาศก์ (Cubic Space Utilization) : แทนที่จะวัดพื้นที่เป็นตารางเมตร ระบบโกดังจะมองพื้นที่เป็น "ลูกบาศก์เมตร" การเปลี่ยนมาใช้ชั้นวางของอุตสาหกรรมจะช่วยให้คุณใช้พื้นที่ความสูงของอาคารได้อย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายในการเช่าหรือขยายพื้นที่โกดังใหม่
  • มาตรฐานความปลอดภัย (Safety Standards) : ระบบจัดเก็บระดับมืออาชีพจะมาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมเพื่อความปลอดภัย เช่น กันชนเสา (Upright Protectors), ตาข่ายกันตก (Back Mesh) และการคำนวณการกระจายน้ำหนักตามหลักวิศวกรรม ซึ่งลดความเสี่ยงจากการพังทลายของชั้นวางได้ดีกว่าชั้นวางทั่วไป
  • การรองรับระบบติดตามดิจิทัล (Digital Tracking) : ชั้นวางระดับอุตสาหกรรมมักออกแบบให้มีตำแหน่งการติดบาร์โค้ดหรือ RFID ที่ชัดเจน สอดคล้องกับการใช้ระบบ WMS (Warehouse Management System) ทำให้การเช็กสต๊อกเป็นเรื่องง่ายและแม่นยำ 100%

Upgrading multipurpose shelving to warehouse-style stock storage

ออกแบบพื้นที่ให้ Up Scale ได้ ไม่ต้องรื้อใหม่ทุกครั้งที่ธุรกิจโต

การวางแผนผังของคลังสินค้าที่ดีไม่ใช่เพียงการวางชั้นวางให้เต็มพื้นที่ แต่คือการสร้างระบบที่ยืดหยุ่นพอจะรองรับการเติบโตในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องรื้อถอนโครงสร้างเดิมทิ้งทั้งหมด นี่คือแนวทางการออกแบบเพื่อให้ธุรกิจของคุณก้าวข้ามจากจุดที่ใช้เพียงชั้นวางของอเนกประสงค์ ไปสู่ระบบจัดเก็บแบบอัจฉริยะ

  • การออกแบบโครงสร้างแบบถอดประกอบ (Modular Design) : เพิ่ม SKU ได้ตั้งแต่ขั้นตอนเลือกซื้อชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น ไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม ควรเลือกใช้ระบบที่ปรับเปลี่ยนความสูงของแผ่นชั้นได้ (Adjustable Beams) การมีรูเจาะสำหรับปรับระดับที่ถี่และแม่นยำจะช่วยให้คุณบริหารพื้นที่แนวตั้งได้ตามขนาดสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตโดยไม่ต้องซื้อชั้นใหม่
  • การบริหารช่องทางเดิน (Aisle Management) : ระบบจัดเก็บที่รองรับการขยายขนาดธุรกิจในอนาคตได้ ต้องคำนวณระยะทางเดิน (Aisle Width) ให้สอดคล้องกับอุปกรณ์ที่จะใช้ในอนาคต หากวันนี้ใช้เพียงรถเข็น แต่ในอนาคตมีแผนจะใช้รถยก Forklift หรือ Reach Truck การวางแนวชั้นวางของอเนกประสงค์ 4 ชั้น ในวันนี้จะต้องสอดรับกับวงเลี้ยวของรถยกเหล่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารื้อผังการจัดวางใหม่เมื่อธุรกิจขยายตัว
  • การเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีจัดการคลังสินค้า (WMS Ready) : ระบบจัดเก็บที่ดีต้อง "ต่อยอดได้" ไม่ใช่แค่พอใช้สำหรับวันนี้ ชั้นวางควรมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการติดป้ายตำแหน่ง (Location Label) และการติดตั้งเซนเซอร์หรือระบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-automated Systems) ในอนาคต การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างชั้นวางไว้ก่อนจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่คลังสินค้าดิจิทัล ทำได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่า
  • การรองรับระบบชั้นวางหลายชั้น (Multi-tier Racking) : หากคุณใช้ชั้นวางของอเนกประสงค์ 5 ชั้น และพื้นที่ราบเริ่มเต็ม การออกแบบโครงสร้างที่สามารถต่อเติมเป็นชั้นลอย (Mezzanine Floor) หรือชั้นวางแบบหลายชั้น (Multi-tier Racking) จะช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บเป็น 2-3 เท่าในอาคารเดิม ซึ่งต้องเริ่มจากการเลือกใช้ชั้นวางของอุตสาหกรรมที่มีค่าพิกัดการรับน้ำหนักบรรทุก (Load Bearing) สูงตั้งแต่ต้น

เตรียมพร้อมขยายธุรกิจสู่ระดับอุตสาหกรรม ด้วยโซลูชันชั้นวางของจาก Tellus

เพราะทุกตารางเมตรในโกดังคือต้นทุน เมื่อธุรกิจของคุณเติบโตขึ้น การเลือกใช้ชั้นวางของอุตสาหกรรมที่รองรับการ Scale-up จึงเป็นหัวใจสำคัญ Tellus พร้อมช่วยคุณวางรากฐานคลังสินค้าอย่างมืออาชีพ

ไม่ว่าจะเป็นระบบ Selective Rack หรือชั้นวางที่ออกแบบได้ตามความต้องการ เราพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การันตีการใช้งานที่เน้นความทนทานและความลื่นไหลด้านการขยับขยายคลังสินค้า เพื่อให้การจัดสต๊อกไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป ปรึกษาเรื่องการวางระบบจัดเก็บกับทีมงาน Tellus ได้ที่ LINE: @679gdcxi หรือโทร 02-643-8044-8

แหล่งอ้างอิง:

  1. Inventory Control Methods: FIFO, LIFO, and ABC Analysis Explained. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2569 จาก https://mltechsoft.com/blog/inventory-control-methods-fifo-lifo-abc-analysis/ 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจัดระเบียบและเลือกใช้ชั้นวางของอเนกประสงค์ (FAQs)

Q: ไอเดียจัดระเบียบชั้นวางของอเนกประสงค์ให้หาของง่ายขึ้นทำอย่างไร ?

A: ใช้หลักการ ABC Analysis แบ่งกลุ่มสินค้าตามความถี่การใช้งาน โดยวางสินค้ากลุ่ม A ที่ใช้บ่อยไว้ในระดับสายตา สินค้ากลุ่ม B วางไว้ชั้นรองลงมา และกลุ่ม C วางชั้นบนสุดหรือล่างสุด ร่วมกับการติดฉลาก (Label) และใช้กล่องแยกหมวดหมู่ตามสี (Color Coding) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการค้นหา

Q: วิธีเลือกจำนวนชั้นระหว่าง ชั้นวางของอเนกประสงค์ 3 ชั้น – 5 ชั้น พิจารณาจากอะไร ?

A: พิจารณาจากความสูงของพื้นที่และน้ำหนักสินค้า หากพื้นที่แนวราบจำกัดและต้องการเพิ่มปริมาณสต๊อก ควรเลือกแบบ 5 ชั้นเพื่อเพิ่มพื้นที่แนวตั้ง แต่หากเน้นความคล่องตัวและการหยิบใช้งานที่สะดวกในระยะความสูงที่เหมาะสมต่อสรีระ (Ergonomic Zone) โดยไม่ต้องปีนป่าย ซึ่งชั้นวางของเนกประสงค์แบบ 3 ชั้นหรือ 4 ชั้นจะเหมาะสมกว่า

Q: ชั้นวางของอเนกประสงค์ ทั่วไปรับน้ำหนักได้สูงสุดเท่าใดและปลอดภัยแค่ไหน ?

A: ควรเผื่อพื้นที่สำหรับการขยายในอนาคตและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บ โดยทั่วไปแนะนำให้มีพื้นที่ยืดหยุ่นอย่างน้อย 10-20% ของพื้นที่ใช้งาน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ

Q: การวัดพื้นที่ผิดพลาดส่งผลกระทบอย่างไรต่อการใช้งานคลังสินค้า ?

A: อาจทำให้ชั้นวางติดตั้งไม่ได้ตามแผน ใช้พื้นที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ เกิดปัญหาด้านความปลอดภัย หรือจำเป็นต้องแก้ไขหน้างานซึ่งเพิ่มต้นทุนและทำให้การดำเนินงานล่าช้า

Factory staff measuring space for installing warehouse racking systems

วางแผนพื้นที่ให้พร้อม ก่อนติดตั้งชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรม

Factory staff measuring space for installing warehouse racking systems

Key takeaway:
การติดตั้งชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรมให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัย จำเป็นต้องเริ่มจากขั้นตอนการวัดและประเมินพื้นที่อย่างถูกต้อง ตั้งแต่ขนาดโกดัง ความสูงเพดาน ความแข็งแรงของพื้น ทางเดิน และลักษณะสินค้า การวางผังที่เหมาะสมควบคู่กับการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย จะช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และรองรับการขยายธุรกิจในอนาคตได้อย่างมั่นคง

การจัดการพื้นที่คลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เริ่มจากการเลือกชั้นวางสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการ “วัดและประเมินพื้นที่” อย่างถูกต้อง หากประเมินพื้นที่คลาดเคลื่อน อาจทำให้การติดตั้งชั้นวางสินค้าไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง ใช้พื้นที่ได้ไม่เต็มศักยภาพ หรือก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระยะยาว

ดังนั้น การเข้าใจขั้นตอนวัดพื้นที่ติดตั้งชั้นวางสินค้า และแนวทางการประเมินพื้นที่ก่อนติดตั้งชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้เจ้าของโกดังและผู้ประกอบการสามารถวางแผนการจัดเก็บสินค้าได้อย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และรองรับการขยายธุรกิจในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

ขั้นตอนวัดพื้นที่ติดตั้งชั้นวางสินค้า ที่เจ้าของโกดังควรรู้

การวัดพื้นที่ถือเป็นขั้นตอนพื้นฐาน และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการออกแบบระบบจัดเก็บ หากเริ่มต้นอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก จะช่วยลดปัญหาการแก้ไขหน้างาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานพื้นที่ในระยะยาว

1. ตรวจสอบขนาดพื้นที่โกดังและผังอาคาร

เริ่มจากการวัดขนาดพื้นที่ใช้งานจริงของโกดัง ทั้งความกว้าง ความยาว และความสูง โดยไม่ควรอ้างอิงเฉพาะแบบแปลนกระดาษ (As-built drawing) เพียงอย่างเดียว เนื่องจากหน้างานจริงอาจมีการปรับเปลี่ยนไปแล้ว

ควรตรวจสอบรายละเอียดดังนี้

  • ตำแหน่งเสาอาคาร เสาเป็นข้อจำกัดสำคัญในการวางแนวชั้นวาง การรู้ตำแหน่งที่แน่นอนจะช่วยให้ผู้ออกแบบหลบเลี่ยงหรือใช้ประโยชน์จากตำแหน่งเสาได้อย่างเหมาะสม
  • ตำแหน่งประตูและทางเข้า-ออก เพื่อวางแผนเส้นทางการลำเลียงสินค้า (Material Flow) ให้ราบรื่น ไม่เกิดคอขวด
  • สิ่งกีดขวางบนผนัง เช่น ตู้ควบคุมไฟฟ้า ท่อน้ำ หรือพัดลมระบายอากาศ อาจกระทบต่อการติดตั้งชั้นวางสินค้าในภายหลัง

2. ประเมินความสูงเพดานและโครงสร้างรองรับน้ำหนัก

ความสูงเพดาน เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดความสูงของชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรม ควรพิจารณาความสูงที่สามารถใช้งานได้จริง โดยคำนึงถึงระบบไฟ ระบบสปริงเกอร์ และโครงสร้างหลังคา

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบรายละเอียดดังนี้

  • สิ่งกีดขวางด้านบน เช่น หัวฉีดน้ำดับเพลิง โคมไฟ หรือคานโครงสร้าง ซึ่งต้องเว้นระยะห่างตามมาตรฐานความปลอดภัย
  • ความสามารถในการรับน้ำหนักของพื้น (Floor Load Capacity) พื้นโกดังต้องรองรับน้ำหนักรวมของชั้นวางและสินค้าที่บรรจุเต็มพิกัดได้อย่างปลอดภัย หากพื้นรับน้ำหนักได้น้อย อาจต้องเลือกชั้นวางที่ไม่สูงเกินไป หรือออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักที่เหมาะสม

3. คำนวณระยะทางเดินและพื้นที่การสัญจร

การกำหนดความกว้างของทางเดิน ควรสอดคล้องกับรูปแบบการทำงานภายในโกดัง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดอุบัติเหตุจากการเฉี่ยวชน โดยทั่วไปควรเผื่อระยะดังนี้

  • รถฟอร์กลิฟต์ (Forklift) ต้องการทางเดินประมาณ 3-4 เมตร
  • รถ Reach Truck ใช้พื้นที่ ประมาณ 2.5-3 เมตร
  • การหยิบด้วยแรงงานคนหรือรถเข็น อาจใช้พื้นที่เพียง 1-1.5 เมตร

การวางแผนทางเดินที่เหมาะสมจะช่วยให้การจัดเก็บและหยิบสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

4. วิเคราะห์ประเภทสินค้าและปริมาณจัดเก็บ

ก่อนติดตั้งชั้นวางสินค้า ควรทำความเข้าใจลักษณะของสินค้าที่จะจัดเก็บ เช่น ขนาด น้ำหนัก รูปทรง และปริมาณในแต่ละช่วงเวลา ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยกำหนดสเปกของชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรมได้ตรงกับการใช้งานจริง

สิ่งที่ควรพิจารณา:

  • สินค้าที่วางบนพาเลท ควรวัดขนาดพาเลท (กว้าง × ยาว × สูงรวมสินค้า) เพื่อกำหนดความลึกและความสูงของช่องชั้น
  • น้ำหนักสูงสุดต่อพาเลท ใช้คำนวณความแข็งแรงของคาน (Beam) และเสา (Upright) เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

Warehouse racking systems installation following accurate and properly planned space measurement

ขั้นตอนการประเมินพื้นที่ก่อนติดตั้งชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรม

หลังจากวัดพื้นที่เบื้องต้นแล้ว การประเมินพื้นที่เชิงลึกจะช่วยให้การติดตั้งชั้นวางสินค้าเป็นระบบ และสอดคล้องกับการทำงานจริงมากยิ่งขึ้น

วางผังการจัดชั้นวางสินค้าให้เหมาะกับการทำงาน

การออกแบบเลย์เอาต์ ควรเชื่อมโยงกับกระบวนการทำงานตั้งแต่รับสินค้า จัดเก็บ หยิบสินค้า จนถึงการจัดส่ง โดยคำนึงถึงรูปแบบการหมุนเวียนสินค้า เช่น

  • FIFO (First-In, First-Out) สำหรับสินค้าที่มีวันหมดอายุ
  • LIFO (Last-In, First-Out) สำหรับสินค้าที่จัดเก็บได้นาน

ผังที่ออกแบบดีจะช่วยลดการเคลื่อนย้ายซ้ำซ้อน ประหยัดเวลา และใช้พื้นที่ทุกตารางเมตรได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด

ตรวจสอบข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและมาตรฐานอุตสาหกรรม

ความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่กับการประเมินพื้นที่ก่อนติดตั้งชั้นวางสินค้า เพื่อให้การใช้งานเป็นไปตามมาตรฐาน ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และรองรับการทำงานในโกดังได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว โดยควรคำนึงถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น

  • ระยะห่างทางหนีไฟและทางฉุกเฉิน ต้องไม่มีชั้นวางกีดขวาง
  • อุปกรณ์ป้องกัน เช่น แผ่นกันชนเสา (Upright Protector) ในจุดที่มีการสัญจรหนาแน่น
  • การยึดพุกกับพื้น พื้นคอนกรีตต้องมีความหนาและความแข็งแรงเพียงพอสำหรับยึดโครงสร้างชั้นวาง

เผื่อพื้นที่สำหรับการขยายในอนาคต

การวางแผนพื้นที่เผื่อการขยายธุรกิจ จะช่วยลดต้นทุนในการปรับปรุงโกดังในอนาคต และทำให้สามารถเพิ่มชั้นวางหรือปรับรูปแบบการจัดเก็บได้อย่างยืดหยุ่น 

 โดยไม่กระทบต่อการดำเนินงานหลัก

ทำไมการวัดและประเมินพื้นที่จึงสำคัญต่อการติดตั้งชั้นวางสินค้า ?

การวัดพื้นที่อย่างละเอียดและประเมินการใช้งานอย่างรอบด้าน จะช่วยให้การติดตั้งชั้นวางสินค้าใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และควบคุมต้นทุนในระยะยาว

อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการแก้ไขหน้างาน ซึ่งมักใช้เวลาและงบประมาณมากกว่าที่ควร

วัดพื้นที่แม่น ติดตั้งชั้นวางได้คุ้ม ต้องเริ่มจากผู้เชี่ยวชาญ

เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บในโกดังอย่างมั่นใจ เลือกใช้ Tellus ผู้ผลิตและออกแบบติดตั้งชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรม ด้วยโครงสร้างโลหะแข็งแรง ได้มาตรฐานความปลอดภัย พร้อมบริการตรวจสอบโครงสร้างชั้นวางสินค้าโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการใช้งานที่ปลอดภัยและยาวนาน

ครบด้วยบริการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และดูแลหลังการขาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @679gdcxi หรือโทร 02-643-8044-8

แหล่งอ้างอิง:

  1. Key Factors To Consider When Designing A Warehouse Rack Layout. สืบค้นเมื่อ 21 มกราคม 2569 จาก  https://www.rmiracksafety.org/2024/01/20/key-factors-to-consider-when-designing-a-warehouse-rack-layout/

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวัดและประเมินพื้นที่ติดตั้งชั้นวางสินค้า (FAQs)

Q: จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าวัดพื้นที่ก่อนติดตั้งชั้นวางสินค้าหรือไม่ ?

A: แนะนำอย่างยิ่ง เพราะผู้เชี่ยวชาญจะสามารถประเมินหน้างานจริง โครงสร้างอาคาร และข้อจำกัดด้านความปลอดภัยได้ครบถ้วน ลดความเสี่ยงจากการออกแบบผิดพลาดและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการติดตั้ง

Q: หากโกดังมีเสาเยอะ จะยังสามารถติดตั้งชั้นวางสินค้าได้หรือไม่ ?

A: ได้ โดยต้องออกแบบเลย์เอาต์ให้เหมาะสมกับตำแหน่งเสา อาจเลือกประเภทชั้นวางหรือปรับแนวการวางให้หลบเสา เพื่อไม่ให้กระทบต่อการสัญจรและการใช้งานฟอร์กลิฟต์

Q: ควรเผื่อพื้นที่ว่างสำหรับคลังสินค้าไว้มากน้อยแค่ไหน ?

A: ควรเผื่อพื้นที่สำหรับการขยายในอนาคตและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บ โดยทั่วไปแนะนำให้มีพื้นที่ยืดหยุ่นอย่างน้อย 10-20% ของพื้นที่ใช้งาน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ

Q: การวัดพื้นที่ผิดพลาดส่งผลกระทบอย่างไรต่อการใช้งานคลังสินค้า ?

A: อาจทำให้ชั้นวางติดตั้งไม่ได้ตามแผน ใช้พื้นที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ เกิดปัญหาด้านความปลอดภัย หรือจำเป็นต้องแก้ไขหน้างานซึ่งเพิ่มต้นทุนและทำให้การดำเนินงานล่าช้า

How to choose an industrial racking manufacturer for a growing business warehouse

วิธีเลือกผู้ผลิตชั้นวางอุตสาหกรรม ขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน

How to choose an industrial racking manufacturer for a growing business warehouse

Key takeaway:
วิธีเลือกผู้ผลิตชั้นวางอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน ต้องพิจารณามากกว่าแค่ราคา แต่ควรเน้นที่มาตรฐานวิศวกรรม (Load Calculation) และความเชี่ยวชาญในการออกแบบระบบจัดเก็บแบบ Custom ที่สอดคล้องกับ Material Flow จริงของธุรกิจ

นอกจากนี้ พาร์ตเนอร์ที่ดีต้องมอบโซลูชันที่มีความยืดหยุ่นสูง (Scalability) เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต เช่น การปรับรูปแบบ Modular หรือการเชื่อมต่อกับระบบ Automation พร้อมทั้งมีบริการหลังการขายและการปรับปรุงชั้นวางสินค้าอย่างมืออาชีพ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว

การเลือกผู้ผลิตชั้นวางอุตสาหกรรมไม่ใช่เรื่องของราคาเพียงอย่างเดียว แต่คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่กระทบทั้งต้นทุน การขยายธุรกิจ และประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว หากเลือกผิด นอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังเสียโอกาสในการ Up Scale ระบบคลังสินค้าไปพร้อมกับการเติบโตขององค์กร

บทความนี้จะพาไปดูลำดับความคิดแบบมืออาชีพ ว่าวิธีเลือกผู้ผลิตชั้นวางอุตสาหกรรมก่อนที่จะเซ็นสัญญากับผู้ผลิตควรดูอะไรบ้าง เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนของคุณจะคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด

ทำไม “ผู้ผลิตชั้นวางอุตสาหกรรม” ถึงเป็นตัวแปรสำคัญของการเติบโตธุรกิจ ?

ในโลกของการจัดการโลจิสติกส์สมัยใหม่ พื้นที่ทุกตารางนิ้วในคลังสินค้ามีมูลค่ามหาศาล การเลือกพาร์ตเนอร์ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่และมีความเชี่ยวชาญ จึงไม่ใช่แค่การจัดซื้ออุปกรณ์ แต่เป็นการวางรากฐานให้กับระบบปฏิบัติการขององค์กร โดยมีตัวแปรที่ควรคำนึงถึง ดังนี้

1. ชั้นวางไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ แต่คือ Infrastructure ของคลังสินค้า

ในเชิงวิศวกรรม ชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรมเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของโรงงาน หากโครงสร้างแข็งแรงและผ่านการออกแบบมาอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มความจุในการจัดเก็บได้มากกว่า 30-50% โดยไม่ต้องขยายพื้นที่อาคาร

ดังนั้น การมุ่งเน้นวิธีเลือกผู้ผลิตชั้นวางอุตสาหกรรมที่เข้าใจเรื่องการบริหารพื้นที่ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

2. เลือกผู้ผลิตผิด กระทบทั้ง Safety, Flow และต้นทุนแฝง

ผู้ผลิตที่ไม่มีมาตรฐานอาจนำเสนอราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (Safety) หากโครงสร้างไม่สามารถรับน้ำหนักได้จริงตามที่ระบุไว้ อาจนำไปสู่ความสูญเสียมหาศาล

นอกจากนี้ หากจัดวางชั้นวางที่ขัดกับ Flow หรือทิศทางการลำเลียงในการทำงานจริง จะทำให้ระยะเวลาในการ Pick-and-Pack นานขึ้น กลายเป็นต้นทุนแฝงที่กัดกินกำไรของบริษัทในระยะยาว

3. ผู้ผลิตที่ดีต้องคิดเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ขายเหล็ก

ผู้ผลิตระดับมืออาชีพจะไม่ทำเพียงแค่เข้ามาจดจำนวนเหล็กที่ต้องใช้ แต่จะเข้ามาวิเคราะห์ประเภทของสินค้า (SKU), ความถี่ในการเข้าออก (Turnover) และอุปกรณ์เคลื่อนย้ายที่ใช้

เพื่อออกแบบระบบคลังสินค้าที่บูรณาการเข้ากับระบบการทำงานเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ

วิธีเลือกผู้ผลิตชั้นวางอุตสาหกรรมที่น่าเชื่อถือ ต้องดูอะไรบ้าง ?

เพื่อให้ได้รูปแบบการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพสูงสุด การพิจารณาคุณสมบัติของผู้ผลิตต้องมีความละเอียดลออ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญดังนี้

1. มาตรฐานโครงสร้างและการคำนวณรับน้ำหนัก (Load Calculation)

หัวใจสำคัญของชั้นวางของโรงงานคือความปลอดภัย ผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือต้องมีการคำนวณ Load Calculation ตามมาตรฐานวิศวกรรมสากล

เช่น RMI (Rack Manufacturers Institute) หรือมาตรฐานของสภาวิศวกร มีการทดสอบวัสดุเหล็กและการเคลือบผิว (Coating) เพื่อป้องกันสนิมและการกัดกร่อนในระยะยาว

2. ประสบการณ์ในงานคลังสินค้าและโรงงานอุตสาหกรรม

ประสบการณ์คือเครื่องพิสูจน์ความเชี่ยวชาญ ควรเลือกผู้ผลิตที่มี Portfolio ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และมีความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของสินค้าแต่ละประเภท

เช่น ห้องเย็น (Cold Storage), สินค้าอันตราย (Hazardous Material), หรือสินค้าที่มี Volume สูงและต้องหมุนเวียนเร็ว

3. ความสามารถในการออกแบบ Custom ตาม Process ของลูกค้า

ไม่มีคลังสินค้าไหนที่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ผลิตที่เก่งกาจต้องสามารถออกแบบระบบชั้นวางที่ยืดหยุ่น (Customization)

ไม่ว่าจะเป็น Selective Racking, Drive-in Racking หรือระบบอัตโนมัติ เพื่อให้สอดคล้องกับผังโรงงานและทิศทางการลำเลียงวัตถุดิบและสินค้า

4. การรับประกัน งานติดตั้ง และบริการหลังการขาย

การติดตั้งที่ได้มาตรฐานเป็นส่วนหนึ่งของความปลอดภัย ผู้ผลิตต้องมีทีมช่างที่ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทาง มีระบบการตรวจสอบหลังการติดตั้ง (Inspection)

และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีบริการตรวจสอบสภาพชั้นวางประจำปี เพื่อให้มั่นใจว่าระบบยังคงอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัยเสมอ

How to choose an industrial racking manufacturer to support SKU growth and inventory volume

ขั้นกว่ากับเช็กลิสต์ผู้ผลิตระบบชั้นวางที่พร้อม Up Scale ตามการเติบโตของธุรกิจ

การเลือกผู้ผลิตระบบชั้นวางที่มองการณ์ไกล จะช่วยให้ธุรกิจของคุณไม่ติดหล่มเมื่อถึงเวลาต้องขยายกิจการ นี่คือสิ่งที่ผู้ผลิตระดับแนวหน้าควรมี

1. ระบบชั้นวางต้องรองรับการเพิ่ม SKU และปริมาณสต๊อกในอนาคต

โครงสร้างที่ออกแบบมาดีควรมีลักษณะเป็น Modular ที่สามารถปรับเปลี่ยนความสูงของระดับชั้น หรือต่อขยายความยาวได้โดยไม่ต้องรื้อถอนใหม่ทั้งหมด การเลือกผู้ผลิตที่มีความเข้าใจในเรื่องการขยายกิจการ (Scalability) จะช่วยประหยัดงบประมาณในการรีโนเวทคลังสินค้าในอนาคตได้อย่างมหาศาล

2. การออกแบบที่เผื่อ Automation, Forklift และระบบ WMS

ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีคลังสินค้าอัจฉริยะจะกลายเป็นมาตรฐาน ดังนั้น ชั้นวางของโรงงานที่ออกแบบไว้ตั้งแต่วันนี้ควรคำนึงถึงระยะวงเลี้ยวของรถ Forklift รุ่นใหม่ ๆ หรือแม้กระทั่งการรองรับการติดตั้งเซนเซอร์สำหรับระบบ Warehouse Management System (WMS) และระบบจัดเก็บกึ่งอัตโนมัติอย่าง Radio Shuttle

3. โครงสร้างต้องต่อยอดได้ ไม่ต้องรื้อใหม่ทั้งระบบเมื่อขยายคลัง

ผู้ผลิตชั้นวางอุตสาหกรรมที่วิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะเสนอโซลูชันที่สามารถอัปเกรดได้ เช่น จากชั้นวางแบบธรรมดา พัฒนาสู่ระบบชั้นวางแบบหลายชั้น (Mezzanine Floor) หรือระบบความหนาแน่นสูง

เพื่อให้การลงทุนครั้งแรกเป็นการลงทุนที่เป็นรากฐานสำหรับการเติบโตในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

Tellus ให้บริการโซลูชันชั้นวางสำหรับอุตสาหกรรม ปลอดภัย พร้อมรองรับการขยายธุรกิจ

หากคุณกำลังมองหาชั้นวางของโรงงานที่ออกแบบตามการใช้งานจริง รองรับน้ำหนักได้ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และพร้อมต่อยอดเมื่อธุรกิจขยายตัว Tellus คือผู้เชี่ยวชาญด้าน Industrial Storage Racking System ที่มีโซลูชันออกแบบและผลิตชั้นวางสินค้าเป็นการเฉพาะ พร้อมเลือกสเปกเองได้ ให้เหมาะสมกับกระบวนการทำงานของแต่ละโรงงาน

เพราะนี่ไม่ใช่แค่การขายชั้นวาง แต่เราคิดเป็นระบบคลังตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมจนถึงบริการปรับปรุงชั้นวางสินค้า

ดูรายละเอียดหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @679gdcxi หรือโทร 02-643-8044-8

แหล่งอ้างอิง

  1. Maximizing Warehouse Efficiency: A Comprehensive Guide to Industrial Racking and Storage Solutions. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2569 จากhttps://rinac.com/blog/maximizing-warehouse-efficiency-a-comprehensive-guide-to-industrial-racking-and-storage-solutions/
  2. Racking systems inspections of Tellus Systems. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2569 จาก https://www.tellus.co.th/en/racking-systems-inspections-tellus-systems/

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีเลือกผู้ผลิตชั้นวางอุตสาหกรรม (FAQs)

Q: วิธีเลือกผู้ผลิตชั้นวางอุตสาหกรรมที่น่าเชื่อถือ ควรตรวจสอบใบรับรองใดบ้าง ?

A: ควรตรวจสอบใบรับรองมาตรฐานการผลิต ISO 9001 รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยของงานโครงสร้างเหล็ก และหากเป็นไปได้ควรขอดูผลการทดสอบการรับน้ำหนักจากสถาบันที่เชื่อถือได้ เพื่อยืนยันว่าชั้นวางสามารถรองรับน้ำหนักได้จริงตามสเปก

Q: หากต้องการขยายคลังสินค้าในอนาคต ควรแจ้งผู้ผลิตอย่างไรตั้งแต่ตอนออกแบบ ?

A: ควรแจ้งแผนการเติบโตของธุรกิจในระยะ 3-5 ปี รวมถึงจำนวน SKU ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ผลิตออกแบบโครงสร้างในลักษณะ Modular ที่สามารถต่อเติมหรือปรับความสูงได้ง่าย และคำนวณเผื่อความแข็งแรงของพื้นที่รองรับ (Floor Loading) ไว้ล่วงหน้า

Q: ความแตกต่างระหว่างผู้ผลิตที่รับออกแบบด้วย กับผู้ที่ขายแค่ชั้นวางขนาดมาตรฐานคืออะไร ?

A: ผู้ผลิตที่รับออกแบบ (Solution Provider) จะเน้นการแก้ปัญหาคลังสินค้าเป็นหลัก โดยพิจารณาจาก Flow การทำงาน แต่ผู้ขายชั้นวางขนาดมาตรฐานจะเน้นการขายสินค้าตามขนาดที่กำหนดไว้ ซึ่งมักจะไม่ยืดหยุ่นและอาจทำให้เสียพื้นที่จัดเก็บที่ควรจะได้ไปอย่างน่าเสียดาย

Q: บริการหลังการขายแบบไหนที่ "จำเป็นต้องมี" สำหรับระบบชั้นวางอุตสาหกรรม ?

A: สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ บริการตรวจสอบสภาพชั้นวางประจำปี (Rack Inspection) โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความชำรุดจากการเฉี่ยวชนของรถฟอร์กลิฟต์ หรือการบิดตัวของโครงสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นยากด้วยตาเปล่า แต่ส่งผลต่อความปลอดภัยเป็นอย่างมาก

Multiple compact shelving units showcasing small warehouse shelving ideas inside a small warehouse storage room

จัดโกดังขนาดเล็กอย่างมืออาชีพ ด้วยชั้นวางของโกดังขนาดเล็ก

Multiple compact shelving units showcasing small warehouse shelving ideas inside a small warehouse storage room

สรุปสาระสำคัญ: การจัดโกดังขนาดเล็กให้เป็นระเบียบและใช้งานได้คุ้มค่า ควรเริ่มจากการเลือกชั้นวางของขนาดเล็กที่เหมาะสมกับน้ำหนักและประเภทสินค้า พร้อมจัดวางอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บและลดความแออัด นอกจากนี้ การใช้ชั้นวางหลายระดับและการจัดเรียงตามความถี่ของการใช้งาน ยังช่วยให้หยิบสินค้าได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น อีกทั้งควรคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้การใช้งานในโกดังมีประสิทธิภาพในระยะยาว

โกดังขนาดเล็ก เป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บ สินค้ากระจัดกระจาย หยิบใช้งานไม่สะดวก และใช้พื้นที่ได้ไม่เต็มศักยภาพ ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการวางระบบจัดเก็บที่เหมาะสม โดยเฉพาะการเลือกใช้ชั้นวางของขนาดเล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอย จัดระเบียบสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ และยกระดับประสิทธิภาพการทำงานภายในโกดังได้อย่างชัดเจน หากเลือกใช้ชั้นวางของโกดังขนาดเล็กให้ตรงกับลักษณะสินค้าและรูปแบบการทำงาน ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่จำกัดให้กลายเป็นโกดังที่เป็นระเบียบ ใช้งานง่าย และรองรับการขยายในอนาคตได้อย่างคุ้มค่า

ทำไมโกดังขนาดเล็กต้องใช้ชั้นวางของให้เหมาะสม ?

โกดังขนาดเล็กมีพื้นที่จำกัดมากกว่าคลังสินค้าทั่วไป หากไม่มีการวางแผนจัดเก็บที่ดี มักเกิดปัญหาสินค้าวางซ้อนกันบนพื้น ทางเดินแคบ และใช้เวลาค้นหาสินค้านาน ส่งผลให้การทำงานล่าช้าและเพิ่มโอกาสเกิดความเสียหายของสินค้า

การเลือกใช้ชั้นวางสำหรับโกดังเก็บของขนาดเล็กที่เหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยจัดระเบียบพื้นที่ ทำให้สามารถใช้พื้นที่แนวตั้งได้อย่างคุ้มค่า และช่วยให้การจัดเก็บ-หยิบสินค้าเป็นระบบมากขึ้น

ปัญหาที่พบบ่อยในโกดังขนาดเล็ก

  • สินค้าวางกองบนพื้น : ทำให้สูญเสียพื้นที่เดินรถหรือทางเดิน และทำให้สินค้าด้านล่างชำรุดจากการถูกทับ
  • พื้นที่แนวตั้งไม่ได้นำมาใช้ : โกดังส่วนใหญ่มักมีเพดานสูง แต่หากไม่มีชั้นวาง พื้นที่ด้านบนก็จะกลายเป็นพื้นที่ว่างอย่างเสียเปล่า
  • ทางเดินแคบ เคลื่อนย้ายสินค้าลำบาก : เมื่อของเยอะแต่ไม่มีระบบ การวางของล้ำออกมาในทางเดินจะทำให้พนักงานทำงานช้าลง
  • การจัดเก็บไม่เป็นหมวดหมู่ : ส่งผลให้ตรวจนับสต๊อกได้ยาก เสี่ยงต่อการส่งสินค้าผิดหรือสินค้าค้างสต๊อก

ชั้นวางของขนาดเล็กช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้อย่างไร ?

การเปลี่ยนจากการวางสินค้าบนพื้นมาใช้ชั้นวางของขนาดเล็ก สามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ใช้พื้นที่แนวตั้ง (Vertical Space) : แทนการวางสินค้าในแนวนอน ช่วยเพิ่มปริมาณการจัดเก็บได้มากกว่า 2-3 เท่าในพื้นที่เท่าเดิม
  • จัดหมวดหมู่สินค้าให้ชัดเจน : ช่วยให้หยิบใช้งานได้ง่ายขึ้น ลดเวลาการค้นหา
  • ความยืดหยุ่นสูง : รองรับสินค้าหลากหลายขนาด โดยเฉพาะชั้นวางแบบน็อกดาวน์ที่สามารถปรับระดับความสูงของแต่ละชั้นได้ตามขนาดกล่องสินค้า
  • สร้างภาพลักษณ์ความเป็นระบบ : ทำให้โกดังดูสะอาดตา ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้า

ประเภทของชั้นวางของโกดังขนาดเล็กที่นิยมใช้

การเลือกประเภทชั้นวางควรพิจารณาจากน้ำหนักสินค้า พื้นที่ติดตั้ง และลักษณะการใช้งาน โดยรุ่นที่นิยมใช้ในโกดังขนาดเล็ก ได้แก่

ชั้นวางแบบ Micro Rack

เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับชั้นวางของขนาดเล็ก เหมาะกับสินค้าที่มีน้ำหนักไม่มากนัก ประมาณ 100-150 กก. ต่อชั้น เช่น อะไหล่ยนต์ กล่องบรรจุภัณฑ์ หรือสินค้าอีคอมเมิร์ซ โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นระบบน็อกดาวน์ ประกอบง่าย และสามารถปรับระดับชั้นได้ตามความสูงของสินค้า ช่วยให้จัดหมวดหมู่สินค้าชิ้นเล็กได้อย่างเป็นระเบียบ

ชั้นวางขนาดกลาง (Medium Shelving)

เหมาะสำหรับโกดังที่ต้องการความแข็งแรงมากขึ้นแต่ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ รองรับน้ำหนักได้ประมาณ 300-500 กก. ต่อชั้น เหมาะกับสินค้าที่บรรจุในกล่องหนักหรือวางบนพาเลทขนาดเล็ก โครงสร้างโลหะมีความมั่นคงสูง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการจัดเก็บ

ชั้นวางซ้อนหลายชั้น (Multi-Tier Shelving)

หากโกดังมีพื้นที่บริเวณพื้นจำกัดแต่เพดานสูง การเลือกใช้ชั้นวางซ้อนหลายชั้น (Mezzanine Floor หรือ Multi-Tier) ถือเป็นทางเลือกของชั้นวางประหยัดพื้นที่คลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ระบบนี้ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บเป็น 2 เท่าในพื้นที่เดิม เหมาะสำหรับสต๊อกสินค้าจำนวนมากที่ใช้แรงงานคนในการหยิบ

Warehouse staff organising goods using small warehouse shelving ideas on compact shelving in a small warehouse

วิธีจัดโกดังขนาดเล็กให้เป็นระเบียบด้วยชั้นวางของ

แม้จะมีชั้นวางที่ดี หากไม่มีการจัดวางอย่างเป็นระบบ ก็อาจไม่เกิดประโยชน์สูงสุด ขอแนะนำแนวทางที่ช่วยให้โกดังขนาดเล็กใช้งานได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้นดังนี้

แบ่งโซนจัดเก็บสินค้าให้ชัดเจน

ควรแยกพื้นที่เป็นโซน เช่น โซนรับเข้า โซนจัดเก็บ และโซนรอจัดส่ง เพื่อช่วยลดความสับสน ทำให้การทำงานเป็นขั้นตอน และลดการเคลื่อนย้ายที่ไม่จำเป็น

ประโยชน์ของการแบ่งโซน

  • ลดเวลาค้นหาสินค้า
  • ตรวจนับสต๊อกง่ายขึ้น
  • ลดความผิดพลาดในการหยิบสินค้า

ใช้ความสูงให้คุ้มค่าแทนการขยายพื้นที่แนวนอน

เมื่อพื้นที่ตรงพื้นมีจำกัด ควรใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้งด้วยชั้นวางหลายระดับ เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บโดยไม่กระทบทางเดิน ทั้งนี้ต้องเลือกชั้นวางที่มีโครงสร้างแข็งแรงและได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน

จัดเรียงตามความถี่ในการใช้งาน

  • ระดับสายตาหรือเอว : วางสินค้าที่หยิบบ่อย เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดภาระร่างกาย
  • ชั้นบนหรือด้านใน : วางสินค้าที่ใช้น้อยหรือมีน้ำหนักเบา
  • ชั้นล่างสุด : วางสินค้าที่มีน้ำหนักมาก เพื่อช่วยรักษาจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ให้ชั้นวางมั่นคง

เปลี่ยนโกดังขนาดเล็กให้เป็นระเบียบ ใช้งานได้คุ้มค่าด้วยชั้นวางสินค้าที่ใช่

แม้โกดังจะมีพื้นที่จำกัด แต่หากเลือกใช้ชั้นวางประหยัดพื้นที่คลังสินค้าที่เหมาะสม พร้อมจัดวางอย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มปริมาณการจัดเก็บ ลดความแออัด และเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน ส่งผลให้การบริหารคลังสินค้าโดยรวมมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน

หากคุณกำลังมองหาชั้นวางของโกดัง หรือชั้นวางของประหยัดพื้นที่ สำหรับโกดังขนาดเล็ก Tellus ผู้ผลิตและออกแบบติดตั้งชั้นวางสินค้าอุตสาหกรรม พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ และตรวจสอบโครงสร้างชั้นวางสินค้าโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณได้ระบบจัดเก็บที่เหมาะสม แข็งแรง และปลอดภัยต่อการใช้งานในระยะยาว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ @679gdcxi หรือโทร 02-643-8044-8

แหล่งอ้างอิง

1. Warehouse Shelving: The Backbone of Safe & Sustainable Logistics. สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2569 จาก https://sustainablebusinessmagazine.net/eco-review/warehouse-shelving-the-backbone-of-safe-sustainable-logistics/

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับชั้นวางของโกดังขนาดเล็ก (FAQs)

Q: ควรเลือกชั้นวางของขนาดเล็กจากอะไรเป็นอันดับแรก ?

A: ควรพิจารณาจากน้ำหนักและขนาดของสินค้าเป็นหลัก จากนั้นจึงดูพื้นที่ติดตั้งและรูปแบบการหยิบสินค้า เพื่อให้ได้ชั้นวางที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

Q: โกดังขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ชั้นวางแบบยึดพื้นหรือไม่ ?

A: แนะนำให้ใช้ในกรณีที่เป็นชั้นวางหลายระดับหรือรองรับน้ำหนักมาก เพื่อเพิ่มความมั่นคงและลดความเสี่ยงในการล้ม

Q: หากต้องการเพิ่มชั้นวางในอนาคต สามารถขยายระบบเดิมได้หรือไม่ ?

A: ได้ หากเลือกใช้ชั้นวางแบบโมดูลาร์หรือน็อกดาวน์ ซึ่งสามารถต่อขยายหรือปรับระดับได้ตามความต้องการ

Q: ควรเว้นระยะห่างระหว่างชั้นวางกี่เมตรจึงจะเหมาะสม ?

A: โดยทั่วไปควรเว้นระยะให้เพียงพอสำหรับการเดินและการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างปลอดภัย ประมาณ 90-120 ซม. ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน

Q: การใช้ชั้นวางของช่วยลดต้นทุนการจัดการโกดังได้อย่างไร ?

A: ช่วยลดเวลาการค้นหา ลดความเสียหายของสินค้า และเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน ทำให้ต้นทุนแรงงานและต้นทุนการจัดการโดยรวมลดลง

รู้จักระบบ ASRS โซลูชันสำคัญสำหรับงานโลจิสติกส์

ระบบ ASRS คืออะไร โซลูชันสำคัญที่สายงานโลจิสติกส์ต้องรู้ !

รู้จักระบบ ASRS โซลูชันสำคัญสำหรับงานโลจิสติกส์


หนึ่งในปัญหาโลกแตกของระบบจัดการคลังสินค้า นั่นคือการนับสต๊อก จัดเก็บ และเบิกจ่ายตามจุดที่กำหนด ซึ่งหลายครั้งมักจะมีความขัดข้อง จากความไม่แม่นยำที่เกิดจากข้อมูลสินค้าคงคลัง ตลอดจนความวุ่นวายในการกระจายสินค้าที่ไม่เป็นไปอย่างราบรื่น ลองมาทำความรู้จักกับโซลูชันตัวช่วยใหม่อย่าง "ระบบ ASRS" หากยังไม่รู้ว่าคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร เรามีคำตอบ !


ระบบ ASRS โซลูชันที่โลจิสติกส์ในไทยต้องมี !


ระบบ ASRS (Automated Storage & Retrieval System) คือ ระบบการจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ ที่ช่วยให้บริหารจัดการได้อย่างแม่นยำ ด้วยระบบอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับเครื่องจักร และโปรแกรมการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ระบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการจัดการคลังสินค้าเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนแรงงาน ประหยัดพื้นที่ และลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากมนุษย์อีกด้วย


องค์ประกอบของระบบ ASRS


เพื่อให้เข้าใจการทำงานของระบบ ASRS ได้ดียิ่งขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำคือการทำความรู้จักกับองค์ประกอบหลักของระบบ โดยมีด้วยกันทั้งหมด 7 ส่วน ดังนี้


  • ชั้นวางสินค้า (ASRS Racking) ซึ่งเป็นระบบชั้นวางที่ออกแบบมาให้ใช้กับ ASRS โดยเฉพาะ ทำให้มีความแข็งแรง ทนทาน และสามารถรองรับน้ำหนักสินค้าได้มาก โดยมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการเคลื่อนที่ของเครื่องจักรอัตโนมัติ
  • เครื่องจักรที่ใช้จัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้า Storage and Retrieval Machine (SRM) ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบ ASRS โดยจะทำหน้าที่เคลื่อนย้ายสินค้าเข้าและออกจากชั้นวางแบบอัตโนมัติ ทำได้ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง ทั้งยังมีความแม่นยำสูง และสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านการควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ
  • พาเลท ถาด หรือยูนิต สำหรับจัดเก็บสินค้า (Storage Module) อุปกรณ์เหล่านี้ มีหน้าที่ใช้สำหรับวางสินค้า โดยออกแบบมาให้เข้ากับระบบ ASRS เพื่อให้การจัดเก็บและเบิกจ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • สถานีหยิบและฝากวัสดุ (Pickup and Deposit Station) เป็นจุดที่สินค้าจะถูกนำเข้าสู่ระบบ หรือนำออกจากระบบ โดยอาจมีการทำงานร่วมกับพนักงาน หรือระบบอัตโนมัติอื่น ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคล่องตัวสูงสุด
  • ซอฟต์แวร์บริหารจัดการและควบคุม นับเป็นสมองของระบบ ASRS โดยจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องจักร จัดการข้อมูลสินค้า และประมวลผลคำสั่งต่าง ๆ ให้ดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น และแม่นยำ
  • อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น สายพานลำเลียง (Conveyor) อุปกรณ์เหล่านี้มีประโยชน์ในการช่วยเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างจุดต่าง ๆ ในคลังสินค้า เชื่อมต่อการทำงานระหว่าง SRM กับสถานีหยิบและฝากวัสดุ
  • รถ AGV (Automated Guided Vehicle) เป็นยานพาหนะอัตโนมัติในระบบ ASRS โดยในไทยนิยมใช้เป็นอย่างมาก เพราะสามารถนำไปใช้ในคลังสินค้าได้อย่างคล่องตัว ยืดหยุ่น ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนย้าย และจัดวางสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ประโยชน์ของระบบ ASRS ที่ตอบโจทย์คลังสินค้าในไทย


จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของระบบ ASRS ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังมอบประโยชน์หลากหลายที่ตอบโจทย์ความต้องการของคลังสินค้าสมัยใหม่ มาดูกันว่าระบบ ASRS สามารถยกระดับการจัดการคลังสินค้าในไทยได้อย่างไรบ้าง ?


ประโยชน์ของระบบ ASRS คืออะไร สำคัญกับธุรกิจไหม

1. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้า


ระบบ ASRS คือกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารพื้นที่จัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าได้ ด้วยการทำงานอัตโนมัติที่รวดเร็วและแม่นยำของเครื่องจักร SRM ที่ทำหน้าที่ลำเลียงสินค้า จัดเก็บ และเบิกจ่ายตามระบบที่คอมพิวเตอร์ควบคุมไว้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บสินค้าโดยใช้พื้นที่ในแนวตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถจัดเก็บสินค้าได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม


2. เพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่คลังสินค้า


เพราะความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินงานคลังสินค้า ระบบ ASRS คือโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับพนักงานในคลังสินค้า เนื่องจากระบบนี้ทำงานด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ ลดความจำเป็นในการที่พนักงานต้องปีนขึ้นที่สูง หรือเคลื่อนย้ายสินค้าหนัก นอกจากนี้ ระบบยังมีการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้ช่วยป้องกันการพังทลายของชั้นวางสินค้าหรืออุบัติเหตุอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการขนส่งลำเลียงสินค้าได้อย่างอุ่นใจ


3. ช่วยปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าคงคลัง


เหตุผลที่ระบบ ASRS นิยมนำมาใช้ในไทยมากขึ้น ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ จึงทำให้ผู้ประกอบการในหลาย ๆ ธุรกิจเริ่มศึกษาและปรับใช้อย่างเป็นมาตรฐานภายในคลังสินค้า เนื่องจากระบบนี้สามารถติดตามและบันทึกข้อมูลสินค้าแบบเรียลไทม์ ทำให้ทราบสถานะของสินค้าคงคลังได้อย่างแม่นยำตลอดเวลา นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการช่วยวางแผนสั่งซื้อสินค้า ลดปัญหาสินค้าขาดสต็อกหรือสินค้าล้นสต็อกได้เป็นอย่างดี รวมถึงช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าในอนาคตได้อีกด้วย


4. รองรับการเติบโตของธุรกิจ


ในยุคที่ธุรกิจมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบ ASRS สามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้เป็นอย่างดี ด้วยความสามารถในการจัดเก็บสินค้าในพื้นที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้สามารถเพิ่มความจุของคลังสินค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องขยายพื้นที่จัดเก็บ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถปรับเปลี่ยนและขยายได้ตามความต้องการของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนช่องจัดเก็บ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ติดขัดในเรื่องระบบการบริหารและจัดการคลังสินค้าอย่างแน่นอน

ด้วยประโยชน์มากมายเหล่านี้ ระบบ ASRS จึงเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของคลังสินค้าสมัยใหม่ได้อย่างครบถ้วน ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่ยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มความปลอดภัย และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การลงทุนในระบบ ASRS กลายเป็นก้าวสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการยกระดับการจัดการคลังสินค้าให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

รองรับอีกก้าวที่เติบโตของระบบคลังสินค้า พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสำหรับองค์กรคุณ ด้วยอุปกรณ์สำหรับระบบ ASRS จาก Tellus ผู้ผลิตและออกแบบระบบคลังสินค้าอัตโนมัติที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน พร้อมการันตีคุณภาพ และมาตรฐานการรองรับน้ำหนักที่ปลอดภัย ทั้งยังมีบริการหลังการขายโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ หากสนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-643-8044


แหล่งอ้างอิง

  1. What is an automated storage and retrieval system? AS/RS meaning and more. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 จาก https://6river.com/what-is-an-automated-storage-and-retrieval-system/
  2. ASRS 101: Automated Storage and Retrieval Systems. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 จาก https://us.blog.kardex-remstar.com/automated-storage-and-retrieval-systems-asrs#glossary_of_asrs_related_terms